NxtQuantum Shift Technologies Group นำโดย CEO อย่าง Madhav Sheth (มาดับว์ เชธห์) ผู้มีบทบาทการเป็นผู้นำในสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนมาก่อน อย่าง Honor ที่เขาเป็นอดีต CEO ของ HTech India (ตัวแทน Honor Phone ประจำประเทศอินเดีย) และเป็นอดีต CEO ของ realme อินเดีย รวมถึงตำแหน่งสำคัญๆใน realme International Business Group และเป็น vice president ของ realme อีกตำแหน่ง พูดง่ายๆว่าคลุกคลีตีโมงกับอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือในอินเดียมาอย่างเข้มข้นตลอดมา และเป็นผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงตลาดโทรศัพท์มือถือของอินเดียจากความสำเร็จที่เขาได้ฝากไว้ตอนทำ realme ในอินเดีย

วันนี้ Madhav Sheth ถึงเวลาไล่ตามฝันของตัวเอง หันมาสร้างสมาร์ทโฟนแบรนด์ของตัวเอง เป็นแบรนด์ของคนอินเดีย เพื่อชาวอินเดีย อย่างแท้จริงที่เขาตั้งใจ เชื่อว่าถ้าประสบความสำเร็จในอินเดียแล้ว เขาต้องมองต่อยอดไปถึงการทำการผลักดันสู่ตลาดโลกอย่างแน่นอน อย่างที่ Lava เคยทำมาก่อนแต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก (Lava ก็เป็นแบรนด์จากอินเดียเช่นกัน ซึ่งเคยเข้ามาทำตลาดในบ้านเราโดยตอนนั้น AIS เป็นคนทำตลาด ซึ่งสินค้าของ Lava ก็ใช้ตัวแทนจากประเทศจีนในการผลิตและผลักดันเข้าสู่ตลาดไทยอยู่หลายปี โดยมุ่งเน้นไปที่ตลาดล่างราคาถูก แต่ตอนนี้ก็หายไปจากตลาดบ้านเราแล้ว)
ในขณะที่อีก 2 แบรนด์โทรศัพท์มือถือของอินเดียอย่าง Micromax และ Karbonn ก็ได้รับความนิยมน้อยลงไปมากๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะความแข็งแกร่งของอินเตอร์แบรนด์อย่าง Apple, vivo, realme, xiaomi, Samsung, One Plus, Honor หรือแม้แต่ดาวรุ่งอย่าง Nothing ที่ฐานผลิตในอินเดียอีกด้วย ภายใต้กลไกของการผลิตขนาดใหญ่ ต้นทุนที่บริษัทยักษ์ใหญ่สามารถทำได้ดีกว่า ราคาขายก็เลยลงมาฟาดฟันกันจนเลือดสาด ทำให้แบรนด์อินเดียเองก็ไม่สามารถก้าวขึ้นมาทำตลาดสมาร์ทโฟนเพื่อครองใจชาวอินเดียได้อีกต่อไป ยกเว้นกลุ่มโทรศัพท์มือถือแบบฟีเจอร์โฟน หรือโทรศัพท์มือถือปุ่มกด ที่ยังมีฐานผู้ใช้ในกลุ่มระดับล่างอยู่อีกพอสมควร เพราะความที่ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก 1.438 พันล้านคน และยังมีความต่างในระดับจนรวยกันอยู่มาก คนรายได้น้อยก็ยังคงอยู่กับความพอใจในโทรศัพท์แบบปุ่มกดที่มีราคาถูกเพื่อเอามาใช้สื่อสารแบบพื้นฐานไปในแต่ละวัน แบรนด์อินเดียก็หันไปเน้นกลุ่มฟีเจอร์โฟนแทน เพื่อต่ออายุในตลาดโทรศัพท์มือถือในบ้านเกิดของตัวเองไปก่อน

ปัจจุบันอินเตอร์แบรนด์ที่เราพูดถึงนั้นไม่มีใครผลิตโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนเลยเพราะทำแล้วไม่คุ้ม ตลาดที่ต้องการมีอยู่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับตลาดโลกที่ใหญ่มหาศาลกว่ามาก แต่นั่นก็ทำให้แบรนด์อินเดียไม่มีที่ยืนสำหรับตลาดสมาร์ทโฟนเช่นกัน การมาของ Ai+ จึงเป็นความหวังและความฝันของ Madhav Sheth ที่จะต้องทำให้สำเร็จ เพื่อชาวอินเดีย อย่างน้อยก็ทำให้ส่วนหนึ่งของมูลค่าการซื้อขายสินค้าสมาร์ทโฟนนี้ไม่รั่วไหลออกนอกประเทศให้กับอินเตอร์แบรนด์ทั้งหลายที่เป็นอยู่เพราะตลาดนี้มันมีมูลค่ามหาศาลมากในประเทศอินเดีย ตัวเลขปี 2024 ตลาดโทรศัพท์มือถือในอินเดียมียอดขายมากกว่า 151 ล้านเครื่องหรือมูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.7 ล้านล้านบาท) ถ้าอย่างน้อย Ai+ สามารถทำ Market Share ได้ 1% ก็เป็นเงินกว่า 1.7 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว
ชื่อแบรนด์หรือยี่ห้อ “Ai+” ก็ค่อนข้างชัดว่าเน้นของความมีอยู่ของ AI (Artificial Intelligence) เป็นพื้นฐานของเครื่องเลย โดย Ai+ จะมีฟีเจอร์ AI อาทิเช่น
-
Smart text summarization for articles and documents คือ การสรุปเนื้อหา ข้อความ บทความ จากเอกสารต่างๆ
-
AI-powered writing assistance and suggestions คือ AI ที่จะช่วยคุณในการเขียนต่างๆ รวมถึงการแนะนำคำหรือประโยค
-
Intelligent task automation and scheduling คือ ระบบจัดการงานและนัดหมายโดยอัตโนมัติอย่างชาญฉลาด
-
Voice-activated smart assistant คือ ผู้ช่วยอัจฉริยะที่พูดคุยและรับคำสั่งงานด้วยเสียง (น่าจะเหมือน Gemini Live)
-
Context-aware recommendations คือ การนำแนะข้อมูลที่รับรู้บริบทที่สำคัญ
โดย NxtQuantumm OS จะเป็น Android 15 ซึ่งทาง NxtQuantum ยืนยันว่าจะไม่มี Bloatware ใดๆ ให้สิ้นเปลืองพื้นที่ในหน่วยความจำของระบบ เพื่อให้การเปิดเครื่องและการทำงานในระหว่างวันสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วที่สุด นอกจากนี้ทาง NxtQuantum ยังเน้นความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในข้อมูลของผู้ใช้เป็นอย่างมาก และให้บริการ Cloud ในการสำรองข้อมูลของผู้ใช้ผ่านระบบ Google Cloud ที่ตั้งอยู่ในประเทศอินเดียที่ได้จดทะเบียนและรับรองโดย MeitY (Ministry of Electronics and Information Technology) หรือกระทรวงด้านเทคโนโลยีอิเล็คทรอนิคและข้อมูล ของรัฐบาลอินเดีย เพราะฉะนั้นก็หมดกังวลได้กับการไหลรั่วของข้อมูลส่วนบุคคล
Ai+ สมาร์ทโฟนนั้นผลิตในอินเดียโดยบริษัท United Telelinks (Bangalore) Limited ที่โรงงาน Noida โทรศัพท์รองรับภาษาภูมิภาคของอินเดีย เนื้อหาต่างๆของท้องถิ่น และการใช้งานระบบเมนู ระบบธีมที่ปรับแต่งได้ผ่านเครื่องมือของ NxtQuantum OS โดย Ai+ จะขายบน Flipkart เป็นจุดเริ่มต้น
Ai+ Smartphone เปิดตัวเริ่มต้นมาสองรุ่นได้แก่ รุ่น “Pulse” 4G มีจอแสดงผล HD+ ขนาด 6.7 นิ้ว พร้อมอัตราการรีเฟรชเรท 90 Hz โปรเซสเซอร์ประมวลผล Unisoc T615 พร้อมหน่วยความจําที่ขยายได้ถึง 1 TB (micro SD card) โดย Pulse มีกล้อง 50 MP และแบตเตอรี่ 5,000 mAh มีให้เลือกในสีฟ้า ดํา เขียว ม่วง และชมพู เริ่มต้นที่ ₹4,499 (1,700 บาท) เริ่มขายวันที่ 12 กรกฎาคม ราคาถูกมากๆ


สมาร์ทโฟน Ai+ อีกรุ่นคือ “Nova 5G” มาพร้อมกับจอแสดงผล HD+ ขนาด 6.7 นิ้ว พร้อมอัตราการรีเฟรชเรท 120 Hz ใช้ชิป Unisoc T8200 ที่รองรับระบบ 5G ได้ มาพร้อมหน่วยความจํา Eexpandable สูงสุด 1 TB (Micro SD การ์ด) โดย Nova 5G มาพร้อมกับกล้อง 50 MP และแบตเตอรี่ 5,000 mAh มีสีฟ้า สีดํา สีเขียว สีม่วง และสีชมพู เริ่มต้นที่ ₹7499 (2,853 บาท) นี่ก็น่าจะเป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่ราคาเริ่มต้นถูกมากๆจริงๆ วางจําหน่ายตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม


ดูจากราคาแล้วเชื่อว่า Ai+ น่าจะเป็นขวัญใจผู้ใช้สมาร์ทโฟนชาวอินเดียได้ไม่ยาก ด้วยราคาที่เอื้อมถึงได้จริงๆ และชูความเป็น India’s Brand และการใช้ AI รวมถึงฟีเจอร์ต่างๆ ที่เข้าถึงคนท้องถิ่นให้ได้มากที่สุด น่าจับตาดูไม่น้อยสำหรับ “Ai+” สมาร์ทโฟนน้องใหม่จากอินเดีย ไม่แน่ปีหน้าเราอาจได้เห็น “Ai+” เข้ามาทำตลาดในบ้านเราก็ได้ใครจะรู้










