Nothing เปิดตัว CMF Phone 2 Pro แล้วที่อินเดียเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ด้วยคอนเซ็ปต์ความเป็น CMF (Color-Material-Finishing) ซึ่งคำว่า CMF คือหลักการการออกแบบพื้นฐานของโทรศัพท์นั่นเอง ว่าจะมีสีเป็นอย่างไร วัสดุที่ใช้จะเป็นอะไร และโครงสร้างของการประกอบดีไซน์เครื่องจะเป็นแบบไหน ถือว่าเป็น Generation ที่ 2 ของ CMF ซับแบรนด์สินค้าจากค่าย Nothing ที่เปิดตัวมาเน้นระดับ Mid Tier ลงมาถึงกลุ่มลูกค้าเริ่มต้น โดยใช้ชื่อในปีนี้ว่า “CMF Phoone 2 Pro”
โดยดีไซน์ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ ตามสไตล์ CMF concept มีการปรับแต่งเปลี่ยนฝาหลัง ติดตั้งอุปกรณ์เสริมได้อย่างไงๆ ด้วยไขควงเล็กๆ ให้กลิ่นอายแบบ Techie หน่อยๆ โดยตัวเครื่องมาพร้อมกับหน้าขนาด 6.77″ FHD+ 120Hz refresh rate แสดงสี 10-bits color, HDR10+ ความสว่างสูงสุด 3,000 nits และรองรับ PWM dimming 2,160 MHz ลดการกระพริบของจอเพื่อถนอมสายตา และปกป้องหน้าจอด้วยกระจก Panda
มาพร้อมกล้อง 3 เลนส์ โดยเลนส์ซูม Telephoto 50MP 50มม. มาพร้อม sensor ขนาด 1/2.88″ ซูม 2x f/1.85 (Digital Zoom สูงสุดถึง 20x) เลนซ์ Wide 50MP เช่นกัน 24 มม. และเลนส์ UltraWide 8MP 15 มม. มุมกว้าง 119.5° ส่วนกล้องเซลฟี่เป็น 16MP 22 มม. (f/2.45, 1/3″) ระบบกล้องทั้งมวลมาพร้อมกับ True Lens Engine 3 และยังรองรับการตั้งค่า Presets สภาพแสง หรือโหลด Presets มาจากคนอื่นๆก็ได้ เหมือนใน Nothing Phone 3a, 3a Pro งานนี้ถือว่าอัปเกรดกล้องมาจาก CMF Phone 1 พอสมควร นอกจากนี้ยังอุปกรณ์เสริมติดเลนส์เพื่อช่วยในการถ่ายภาพทั้งเลนส์มาโคร และเลนส์ฟิชอาย (ขายแยก) และยังมีอุปกรณ์เสริมที่เป็นเคสเอนกประสงค์เพื่อใช้พกบัตรและเป็นขาตั้งในตัวด้วย
ส่วนชิปเซ็ตนั้นมีการอัพเกรดมาใช้ Dimensity 7300 Pro รองรับ 5G ซึ่งประสิทธิภาพ CPU เร็วขึ้น 10% และ GPU เร็วขึ้น 5% เมื่อเทียบกับ CMF Phone 1 มาพร้อมกับ RAM 8GB และ ROM 128/256GB ให้เลือก นอกจากนี้ยังมี Memory Slot เพิ่มหน่วยความจำได้ถึง 2TB
ส่วนแบตเตอร๊่นั้นมาด้วยความจุ 5,000 mAh ใช้งานต่อเนื่องดู YouTube ได้นาน 22 ชั่วโมง รองรับชาร์จไว 33 Watt และชาร์จย้อนกลับให้อุปกรณ์อื่นได้ที่ 5 Watt
และแน่นอน CMF Phone 2 Pro ยังมาพร้อมกับปุ่ม Essential Key และ Essential Space เหมือนรุ่นพี่อย่าง Nothing 3a, 3a Pro ที่เปิดตัวไปเมื่อไม่นานนี้
ตัวเครื่องมีความบางเพียง 7.8 มม. น้ำหนัก 185 กรัม ยังมาพร้อมระบบกันน้ำกันฝุ่น IP54 อีกด้วย มาพร้อมกับ Android 15, Nothing OS 3.2 รองรับการอัพเดต Android 3 version และอัพเดต Security ได้อีก 6 ปี
วางจำหน่ายในไทยมี 3 สีด้วยกันได้แก่ สีดำ, สีขาวทูโทน, สีส้ม โดยราคาขายนั้นจะมีอยู่ 2 สเปค
RAM 8GB + 128GB ราคา 8,999 บาท
RAM 8GB + 256GB ราคา 9,999 บาท
วางจำหน่ายคาดว่าเป็นปลายพฤษภาคม อีกหนึ่งเดือนอดใจรอสักนิดนะ