Home / SmartPhone / Review Nothing Phone (3) สมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปของค่ายอินดี้ Nothing สมาร์ทโฟนที่มีเอกลักษณ์น่าค้นหา

Review Nothing Phone (3) สมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปของค่ายอินดี้ Nothing สมาร์ทโฟนที่มีเอกลักษณ์น่าค้นหา

ในที่สุดก็สิ้นสุดการรอคอยของเหล่าสาวก Nothing Phone ที่วันนี้สมาร์ทโฟนตัวเรือธงท็อปสุดของ Nothing ก็กลับมาแล้ว โดยก่อนหน้านี้ตัวท็อปของ Nothing Phone (1) เปิดตัวใน ก.ค. 2022 และ Nothing Phone (2) เปิดตัวใน ก.ค. 2023 ก็ห่างหายไปสองปีเต็มครับ วันนี้มาให้สาวกได้ชื่นใจกันแล้ว พร้อมกับสิ่งใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้นมาในแบบของความเป็น Nothing ก่อนหน้านี้หลายๆคนอาจจะเห็น Nothing Phone (3a), Nothing Phone (3a) Pro เปิดตัวไปก่อนเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นการนำร่องในซีรีย์ 3 ไปก่อน แน่นอนว่าการมาของตัวท็อปสุดในพอร์ตโฟลิโอของ Nothing ย่อมมีความคาดหวังจากแฟนๆพอสมควรว่าที่หายไป 2 ปีจะมีอะไรให้ตื่นเต้นหรือป่าว ซึ่งสิ่งนี้ก็สะท้อนออกมาจากตัวผลิตภัณฑ์ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งในแง่ดีไซน์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Nothing อยู่แล้วและในมุมของสเปคที่จัดมาได้เป็นอย่างดี

ดีไซน์และงานประกอบ

  • วัสดุที่ใช้ก็ยังอยู่ในคุณภาพสูงเหมือนที่ผ่านมา กระจกที่ใช้ด้านหน้าเป็น Gorilla Glass 7i ซึ่งแข็งแรงทนทานรองรับการตกกระแทกได้ดีกว่าหลายๆรุ่นและยังทนต่อการโดนขีดข่วนได้ดีเช่นกัน ส่วนกระจกด้านหลังเป็น Gorilla Glass Victus แข็งแรงทนทานยิ่งกว่า ด้านหลังแบบกระจกใสด้วย ทำให้ดีไซน์ดูเท่ห์ไปอีก ในส่วนของบอดี้เป็นอลูมิเนียมเฟรมแข็งแรงช่วยระบายความร้อนไปในตัว

  • ดีไซน์ของเครื่องก็จะมีความเป็นเอกลักษณ์ด้วยกระจกหลังใส ด้านหลังก็คงความเป็น Tech Design ที่ไม่เหมือนใคร แต่อาจไม่ตรงใจบางคนอันนี้เข้าใจได้ เพราะแต่ละคนก็มีรสนิยมในการเลือกสมาร์ทโฟนที่แตกต่างกัน แม้แต่การเลือกเคสก็แตกต่างกันอีก สำหรับตัวเครื่องนั้นน้ำหนักค่อนข้างมาตรฐานในระดับ Flagship 218 กรัม แต่ถ้าเบากว่านี้ก็คงจะดี ขนาดของเครื่องคือ 6×75.6×9.0 มม. ก็กำลังดีเหมาะมือไม่ใหญ่ไปไม่เล็กไป

  • รองรับการกันน้ำกันฝุ่นที่ IP68/69 โดยสเปคบอกว่าลงน้ำได้ลึก 5 เมตรในเวลา 2 นาที ก็ถือว่าไม่เลวครับใช้แบบสบายใจกันไป สมัยนี้เรื่องเครื่องตกน้ำแล้วพังก็ไม่เป็นประเด็นกันแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนระดับกลางไปถึงสูง

  • ความรู้สึกในการจับถือ ก็ต้องบอกว่ารู้สึกมั่นคงอยู่ในสมดุลเวลาใช้มือเดียว

หน้าจอ (Display)

  • หน้าจอขนาด 6.7นิ้ว OLED แสดงผลได้ 1พันล้านสีแจ่มแจ๋ว ความละเอียดหน้าจอ 1260x2800px อัตราส่วนจอ 20:9 และความ460ppi

  • อัตรารีเฟรชเรทหน้าจอ : 120Hz และรองรับ PWM 2160Hz dimming ลดแสงกระพริบบนหน้าจอ

  • ความสว่างสูงสุด 4,500 nits ผมใช้งานกลางแจ้งสบายเลยไม่กลัวแดด รองรับ HDR10+

  • Gorilla Glass 7i เทคโนโลยีล่าสุดช่วยป้องกันหน้าจอได้เป็นอย่างดี แข็งแรงทนต่อการตกกระแทกได้ระดับ 1 เมตร

  • การใช้งานโดยรวมของจอถือว่าออกมาดีมากการแสดงผลเวลาชมวิดีโอ ภาพยนตร์ต่างๆ ให้คุณภาพที่ประทับใจในการรับชมมากๆเลย สิ่งหนึ่งก็เพราะหน้าจอ OLED ที่รองรับ HDR10+ ด้วย และอีกสิ่งสำคัญก็คือ สมาร์ทโฟนเครื่องนี้รองรับ Widevine L1 DRM ด้วยเพราะฉะนั้นการชมคอนเทนต์จากแพลตฟอร์มต่างๆ ก็จะได้ภาพในระดับสูงสุดเลย ส่วนความละเอียดจอก็อยู่ในระดับเดียวกับคู่แข่งในราคาระดับเดียวกัน

ประสิทธิภาพ และหน่วยประมวลผล

  • มาพร้อมกับชิปเซท Qualcomm Snapdragon 8s Gen 4 (4 nm) ระดับ Octa-core โดยมีแกนประมวลผล 10 แกน 1×3.21 GHz Cortex-X4 + 3×3.0 GHz Cortex-A720 + 2×2.8 GHz Cortex-A720 + 2×2.0 GHz Cortex-A720 มาพร้อมชิปประมวลผลกราฟฟิค Adreno 825 ชิปรุ่นนี้ถือว่าเป็นชิปตัวล่าสุดในระดับสูงที่ Qualcomm เพิ่งปล่อยสู่ตลาด แม้อาจจะไม่ใช่ชิปที่แรงที่สุด แต่ก็ถือว่าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทดสอบใน Antutu นั้นชิปตัวนี้อยู่ในอันดับ 8 ติดท็อป 10 เลย

  • RAM/ROM : ในเครื่องที่ขายเมืองไทย จัดมาให้เลือก 2 คอนฟิก นั่นคือ RAM 12GB/ROM 256GB และ RAM 16GB/ROM 512GB ซึ่งแน่นอนว่าระดับนี้ด้วยราคาที่ต่างเพียง 3,000 แนะนำครับไปตัว 16GB/512GB ไปเลย ซึ่ง RAM นั้นทาง Nothing ก็เลือกใช้ RAM ระดับ Hi-End LPDDR5X ซึ่งถือว่าเร็วมาก (สูงสุด 533 Gbps) และ ROM ก็ใช้ UFS4.0 แน่นอนเขียนอ่านไวสุดๆ (สูงสุด 23.2 Gbps) ซึ่งก็ต้องบอกว่าจัดสเปคมาเต็ม สายเล่นเกมส์ไม่ต้องห่วงเลยงานนี้ นอกจากนี้ยังมี Virtual RAM หรือ Extended RAM ให้เราเพิ่มได้อีก ซึ่งเลือกได้ตั้งแต่ 2GB, 4GB, 8GB อันนี้ช่วยได้ดีครับ ถ้าเราเลือกรุ่น RAM 12GB แล้วบวกอีก 8GB เราก็จะมี RAM ได้สูงถึง 16GB เลย ส่วนใครเลือกตัว 16GB แล้วบวกอีก 8GB ก็จะกลายเป็น 24 GB เลยทีเดียว

  • ความลื่นไหลของการใช้งานจัดว่าดีมาก การเปิดปิดแอปสลับไปมาก็ไม่มีหน่วง ส่วนหนึ่งก็มาจาก RAM ที่มีสปีดที่ดีทำให้การจัดการหน่วยความจำทำได้อย่างรวดเร็ว การเล่นเกมก็ลื่นไหลได้ดี ผมทดสอบกับเกมอย่าง Asphalt, RoV, F1 Clash, FC Mobile, PUBG Mobile, Racing Master ซึ่งถือว่าพอใจเป็นอย่างมาก ความร้อนก็ไม่ค่อยแรงยอมรับได้ เชื่อว่าส่วนหนึ่งก็มาจากตัวชิปเซทและตัวเครื่องที่ดีไซน์มาดีในการระบายความร้อนในตอนที่เครื่องใช้พลังงานประมวลผลมากๆ

การทดสอบ Benchmark

  • AnTuTu : ผลทดสอบที่ได้ คะแนนรวมคือ 1984968 เฉียด 2 ล้านกันเลย โดยแยกออกเป็น CPU = 476006, GPU = 773711, MEM = 433058, UX = 302193 ถือว่าเป็นที่น่าพอใจมาก ถ้าถือว่าถ้าเทียบกับสมาร์ทโฟนอื่นๆ ที่ใช้ Snapdragon 8 Elite ในแบรนด์ใหญ่คะแนน Antutu ก็อาจจะอยู่ประมาณ 1-2.2 ล้าน ไม่ได้ทิ้งกันมากเลย

  • Geekbench6: ผลทดสอบที่ได้ Single Core ได้ 2164 และ Multi Core ได้ 7022

  • 3D Mark: ผลทดสอบที่ได้ 4559 (Wild Life Extreme)

  • AI Test : ผลทดสอบที่ได้ 5604

  • โดยรวมแล้วผลทดสอบออกมาน่าประทับใจในทุก App ครับถือว่าสมราคาในการที่ใช้ Snapdragon 8s Gen 4 ซึ่งก็ถือว่าได้ประสิทธิภาพที่น่าพอใจในการเอา Nothing Phone (3) ไปใช้กับงานต่างๆ หรือแม้แต่เอาไปเล่นเกมส์จริงจังก็ตาม

กล้อง

  • มาดูสเปคกล้องกันก่อนนะครับว่ารอบนี้ Nothing Phone (3) สมาร์ทเรือธงเขาจัดกล้องมาได้อย่างไรบ้าง

  • กล้องหลัก : กล้องด้านหลังมาด้วยกัน 3 เลนส์

    • กล้อง Wide 50 MP, f/1.7, 24mm, 1/1.3″, PDAF, OIS

    • กล้อง Ultrawide 50 MP, f/2.2, 114-degree, 1/2.76″.

    • กล้อง Tele Photo (Zoom) 50 MP, f/2.7, 1/2.75″, OIS, PDAF, 3x optical zoom

  • มาพร้อมการถ่ายภาพหลายโหมด ตั้งแต่

      • Action สำหรับการถ่ายภาพของวัตถุเคลื่อนไหว เช่น ภาพกีฬา ภาพรถวิ่ง ต่างๆ โหมดนี้จะรองรับระยะเลน 24 มม. (1x) กับ 70 มม. (3x)

      • Macro สำหรับการถ่ายใกล้ๆ วัตถุเล็กๆ ที่ต้องใช้ระยะประชิดในการถ่าย โดยรองรับ Telephoto Macro ด้วย (การซูมเข้าไปถ่ายมาโครระยะใกล้) โหมดนี้จะรองรับระยะเลนที่ 70 มม. (3x) กับ 140 มม. (6x)

      • Portrait สำหรับการถ่ายภาพบุคคล เพื่อให้ได้ภาพคนแบบหน้าชัดหลังเบลอ โหมดนี้จะรองรับระยะทำการที่ 24 มม. (1x), 50 มม. (2x), 70 มม. (3x), 100 มม. (4x) และยังมีฟีเจอร์ปรับหน้าให้สวย (Retouch) ได้สองระดับ

      • Photo สำหรับการถ่ายภาพทั่วไป โหมดนี้จะซูมได้ทุกระยะเลย ตั้งแต่ Ultrawide 15 มม. (0.6x), 24 มม. (1x), 50 มม. (2x), 70 มม. (3x), 100 มม. (4x), 140 มม. (6x) และยังทำ Digital Zoom ต่อไปได้อีกสูงสุด 60x หรือประมาณ 1,400 มม. แต่ในการซูมแบบ Digital Zoom นั้นระบบจะมี AI มาช่วยกันในโปรเซสภาพให้คมชัดไปด้วย

      • Video รองรับการถ่ายความละเอียดทั้ง Full HD (1080p) 30/60 fps ส่วน 4K ก็เช่นกันได้ 30/60 fps ซึ่งรองรับ HDR ด้วย สำหรับระยะทำการนั้นโหมดวิดีโอรองรับตั้งแต่ มุมกว้าง 6x ไปจนถึงระยะซูม 6x และ Digital Zoom ต่อไปได้จนถึง 18x หรือประมาณ 430 มม.

      • เพิ่มเติม​: Night, Slow-Mo, Time Lapse, Panorama, Pro

        Panorama
    • กล้องหน้า : 50 MP, f/2.2, 24 มม. ซึ่งถือว่าให้มาดีครับ รองรับการถ่ายภาพ Selfie ได้อย่างที่ต้องการในมุมกว้างพอที่จะเก็บคนในเฟรมได้เยอะอยู่

    • จากการทดสอบการถ่ายภาพนั้นภาพที่ได้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก ไม่ว่าจะเป็นสภาพแสงในเวลากลางวัน ที่ภาพออกมาเป็นธรรมชาติไม่มีปรุงแต่งใดๆ หรือเวลากลางคืนเองก็สามารถจัดการคอนทราสต์ของแสงให้ภาพคมชัดในทุกส่วนไม่มีแสงโดดจนมองไม่ออก สำหรับเครื่องนี้เราสามารถจัดความละเอียดเวลาถ่ายในกล้องหลังได้เองไม่ว่าจะเป็น 50MPหรือ 12MP โดยสำหรับ 50MP นั้นเราจะซูมได้ตามมาตรฐานคือ 6x (15 มม.) 1x (24 มม.) และ 3x (70 มม.) เราจะไม่สามารถซูมได้แบบต่อเนื่อง อันนี้แอบเสียดายหน่อย แต่ถ้าเราเซทความละเอียดไปที่ 12MP นั้นจะสามารถกำหนดระยะเลนส์จาก Wide สุดไป Zoom สุดได้เลย ก็คือ 0.6x 1x 2x 3x 6x (140 มม.) โดยเรายังทำ Digital Zoom ต่อไปจนถึง 60x ได้ตามต้องการ โดยภาพนิ่งในระยะ Zoom ถึง 60x นั้นก็ถือว่าทำได้ดีครับ ซึ่งชัดเจนว่าใช้ AI Algorithm ในการปรับภาพในชัดเจนที่สุดที่จะทำได้แต่อาจไม่ได้คมกริป แต่นั่นก็เพียงพอแล้วล่ะ สำหรับการถ่ายในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Portrait ภาพบุคคล, Macro ระยะใกล้, Night กลางคืน, PANO ภาพพาโนรามา ก็ให้ภาพที่ประทับใจครับ ภาพผิวสีบุคคลก็ออกมาได้ดีและยังมี Beauty Mode เล็กๆ ให้หน้าผ่องหน่อยเวลาถ่ายออกมา ส่วนการถ่ายกล้องหน้าแบบ Selfie ก็ออกมาได้ลงตัวในความละเอียดตามสเปคเดียวเลยคือ 50MP ไม่ต้องปรับอะไรซึ่งก็ใช้ได้ดีเลย ในขณะที่การถ่ายวิดีโอนั้นก็ทำออกมาได้ดี ไม่ว่าจะความละเอียด 4K หรือ FHD ที่รองรับได้ถึง 60 fps ทั้งคู่ ขณะที่ฟีเจอร์การถ่ายภาพ Slo-Mo หรือแบบ Time-Lapse ก็ทำให้วิดีโอที่มีกิมมิคนั้นให้ความสนุกในอีกมุมหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีโหมด Preset Profile ช่วยให้เราสามารถเซทค่าแสง ระยะเลน ค่าชดเชยแสง ฟิลเตอร์แสง ไว้ล่วงหน้าในแบบที่เราชอบ และยังสามารถแชร์ Preset นี้ให้กับเพื่อนๆที่ใช้Nothing Phone ได้เช่นกัน แล้วสามารถเรียกใช้ได้อย่างสะดวก

      Preset ค่าสีในโปรไฟล์ต่างๆ ที่มีแฟนๆ ของ Nothing และ กูรูถ่ายภาพ ได้สร้างไว้ใน Nothing Community เราสามารถเพิ่มเข้าไปได้โดยสแกน QR เหล่านั้น เพื่อเอาไว้ใช้

แบตเตอรี่และการชาร์จเร็ว

  • Nothing Phone (3) มาพร้อมกับแบตฯ Si/C (ซิลิคอนคาร์บอน) ความจุ 5,150 mAh รองรับการชาร์จไวถึง 65 Watt ซึ่งถือว่าเร็วใช้ได้เลยครับ (ที่แน่ๆก็เร็วกว่าแบรนด์อันดับ 1-2 ของโลกนะ) รองรับการชาร์จไร้สาย 15 Watt และยังมีระบบชาร์จไฟกลับไปให้อุปกรณ์อื่นได้ด้วยในระดับ 7.5 Watt (ผ่านสาย) 5 Watt (ไร้สาย) กันเลยทีเดียว

  • โดยการทดสอบใช้งานก็อยู่ได้วันหนึ่งสบายๆ ส่วนเวลาในการชาร์จก็ถือว่าทำได้ดีเลย ใช้เวลาไม่นาน ปกติก็ประมาณไม่ถึงชั่วโมงก็เต็มแล้ว อันนี้คือกลับถึงบ้านแบตฯก็อาจจะเหลือประมาณ 20%

การใช้งานและฟีเจอร์อื่นๆ

  • Glyph Matrix เป็นของเล่นใหม่ที่มาแทน Glyph Light ซึ่งอาจจะมีหลายคนเสียดายที่ Glyph Light ไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าตัว Glyph Matrix นี่ถือว่าเป็นความสนุกบนเทคโนโลยีได้ในตัว ซึ่ง Glyph ฟีเจอร์จะมีมาจากโรงงานเลยก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่ดี ขณะที่ทาง Nothing ก็มีการปล่อย SDK (Software development Kit) เพื่อให้นักพัฒนาอื่นๆสามารถพัฒนาเอากิมมิคมาเป็นของเล่นบนGlyph Matrix ได้ ตัวอย่างที่มากับเครื่องเลย เช่น เกมหมุนขวด เกมเป่ายิงฉุบ เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีทำเป็นนาฬิกาบอกเวลา นาฬิกาจับเวลา บอกระดับแบตฯ,Glyph Mirror, Solar Clock, และลูกเล่นอื่นๆ

  • Essential Space Essential Space คือพื้นที่พิเศษบน Nothing phone สำหรับบันทึกและจัดการข้อมูลสำคัญที่ได้จากการกดปุ่ม Essential Key หรือการใช้งานกล้อง.ข้อมูลที่บันทึก เช่น ภาพถ่าย, ข้อความ, และเสียง จะถูกจัดเก็บแยกจากแกลเลอรี่ปกติ. นอกจากนี้ ยังมี AI ช่วยสรุปและแนะนำข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้ผู้ใช้จดจำและนำข้อมูลไปใช้งานต่อได้ง่ายขึ้นระบบสแกนลายนิ้วมือ Optical Scan เพื่อปลดล็อคทำงานได้รวดเร็ว สามารถบันทึกได้หลายนิ้วมือ

    ปุ่ม Essential Key อยู่ใต้ปุ่ม Power
  • ลำโพงแบบ Stereo ให้เสียงกระหึ่มเลยทีเดียว เปิดเพลง ดูหนังเสียงกระหน่ำได้อรรถรส

  • 5G/4G/3G/2G รองรับทุกความถี่ในบ้านเราใช้ได้ทุกเครือข่ายไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

  • Bluetooth 6.0 เวอร์ชั่นล่าสุดเลย

  • WiFi 7/6 พร้อมใช้งานได้ไม่มีปัญหา, NFC ก็มีมาด้วยตามมาตรฐานของ Android Smartphone

  • GPS (รองรับ GPS(Dual), GLONASS, BDS, Galileo, QZSS, NavIC, SBAS

  • USB-C 2.0 port แอบเสียงดายน่าจะเป็น 0 จะดีกว่านะ นี่ระดับเรือธงแล้ว

  • Android 15 มาพร้อมกับ Nothing OS 3.5 ล่าสุด และรองรับการอัพเกรด Firmware ให้ 5 ปี Security Patch 7 ปี ใช้ยาวๆไป

Unbox มีอะไรในกล่องบ้าง

  • เครื่อง Nothing Phone (3)

  • สายชาร์จ USB-C to USB-C แบบหัวใสที่หลายๆคนชอบ

  • ตัวเข็มจิ้มถาด SIM

  • เคสซิลิโคนแบบใสที่ช่วยปกป้องเครื่องให้มาด้วย

ราคาเปิดตัว

  • มีสองสีให้เลือก ขาว และ ดำ

  • รุ่น 12GB/256GB = 27,999 บาท

  • รุ่น 16GB/512GB = 30,999 บาท

บทสรุป

  • น่าจะมีรอยยิ้มกันได้สำหรับเหล่าสาวก Nothing ที่รอคอยตัว Flagship สูงสุดของแบรนด์ มากันอย่างยาวนาน

  • ถือว่าสิ้นสุดการรอคอยนะ ใครใช้รุ่น Phone (1), Phone (2) มาและรออัพเกรดเป็นรุ่นใหม่ ตอนนี้ถึงเวลาเปลี่ยนกันได้แล้ว การมารอบนี้ก็จัดมาทุกอย่างๆ ที่ควรจะเป็น Chipset ก็ให้ประสิทธิภาพที่สูง ให้ RAM/ROM ในเวอร์ชันล่าสุดทำงานได้อย่างรวดเร็ว จะเล่นเกมส์ก็ได้กราฟฟิคแน่นๆ หรือใช้งานทั่วไปก็สบายๆ

  • พร้อมกล้องที่ได้ซูมกันอย่างต้องการ มาด้วยความละเอียด 50 MP ในทุกเลนส์ด้วย ภาพที่ได้ออกมาทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ ถือว่าดีและเป็นน่าพอใจมาก ยังมีกิมมิค Preset profile ที่ให้เราถ่ายรูปได้สนุกมากขึ้นในแบบฉบับของตัวเอง

  • สำหรับใครที่มองหาสมาร์ทโฟนระดับ High tier (แต่ไม่ถึงกับ Premium ขั้นสุด) ก็แนะนำให้ลองพิจารณาดูนะครับ เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ชอบความเป็นสไตล์ไม่เหมือนใคร แต่แฝงไว้ด้วยความเจ๋งในฟีเจอร์ต่างๆ หรือใครที่แอบเบื่อสมาร์ทโฟน Android ที่ใช้อยู่ อาจจะโดนตกกับ Nothing OS ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ระบบเมนูดูคลีน อ่านง่ายสบายตา ใช้งานง่าย สนุก ที่สำคัญไม่มี Bloatware ติดตั้งมาให้กวนใจแต่อย่างใด คนที่ชอบแนว Pure Android นี่ผมแนะนำเลย แล้วจะติดใจใน Nothing Os และนอจากนั้นยังมีกิมมิคอย่าง Glyph Matrix มี Preset โปรไฟล์ในการถ่ายภาพ และ Essential Space ที่ให้คุณมีพื้นที่เฉพาะตัวโดยมี AI มาช่วยจัดการให้ง่ายขึ้น

  • ลองไปจับไปเล่นกันได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายของ Nothing ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น dotLife, JayMart, Banana IT ผู้ให้บริการเครือข่าย – AIS

  • สำหรับ Online ก็มี Nothing Online Store หรือจะเป็น Shopee, Lazada มองหา Nothing Official Storeนะครับ

  • Pre-Booking ช่วงเปิดตัว 26 ก.ค. – 1 ส.ค.

  • มีโปร Free Upsize ด้วย จาก 12GB/256GB เป็น 16GB/512GB , ได้ Nothing (ear) มูลค่า 5,599 บาท และ Nothing Tote Bag

  • เปิดขายวันแรก 2 ส.ค. สำหรับความจุ 12GB/256GB, 15 ส.ค. สำหรับ 16GB/512GB

 

ปีเตอร์กวง 🙂

Tagged:

Sign Up For Daily Newsletter

Stay updated with our weekly newsletter. Subscribe now to never miss an update!

[mc4wp_form]